10 สุดยอดภาพยนตร์ในดวงใจ (ผม)
posted on 11 Jun 2008 21:03 by exorcistก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยนะครับ ว่าการจัดอันดับเนี่ย มาจากความรู้สึกของผมล้วนๆ
อาจจะมีไม่ถูกใจคนอื่นบ้างอะไรบ้างนะครับ ฮ่าๆ
อ้อ ใช่ ทดลอง edit css ดูเองนิดๆ ครับ ไม่รู้ว่าจะอ่านยากขึ้นรึเปล่า ถ้าอยากให้ theme กลับมาเหมือนเดิมก็บอกนะครับ = =''
อันดับ 10 ) Enchanted
"Enchanted" เป็นหนังที่สามารถต่อเติมทุกจินตนาการของความรักได้อย่างดีเยี่ยม
เรียกได้ว่าดูจบแล้ว ต้องมีรอยยิ้มบนหน้ากันทุกคนเป็นแน่
แม้ว่าจะมีการหยิบเอาเรื่องราวอย่างละนิดของอนิเมชันหลายๆ เรื่องในอดีตของ วอล์ท ดิสนีย์ มาใส่ในหนังเรื่องนี้
แต่การดำเนินเรื่องกลับเป็นไปอย่างเรียบง่าย เรียกได้ว่ามีปมเรื่องอยู่ค่อนข้างน้อย ไม่ซับซ้อนมาก
เจ้าหญิงจากโลกนิยายหลุดเข้ามาในโลกแห่งความจริง และสุดท้ายทุกคนก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
ทำให้เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดูแล้วอิ่มเอิบหัวใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่
และยังเสริมด้วยความน่ารัก และไร้เดียงสา(มากๆ)ของนางเอกนั้นสามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนดูได้อย่างไม่ขาดช่วง
บวกกับเพลงประกอบภายนตร์ที่เรียกได้ว่าเพราะมากๆ ทำให้หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในอันดับ 10 ของผมครับ
"Ever ever after"
___________________________________________________________
อันดับ 9 ) Shoot'em up
ใครที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว คงบอกได้ว่า มันไม่มีสาระอะไรเลย....ผมคนนึงครับที่จะบอกแบบนั้นเหมือนกัน
เพราะหนังเรื่องนี้ ยิง... ยิงกันอย่างเดียว (สมชื่อหนังมากๆ)
แต่พระเอกนั้นยิงได้เวอร์มากๆ ครับ (นิ้วหักหมด พี่แกก็ยังยิงได้)
ด้วยความหลุดโลกของพระเอก และฉากบู๊ที่ยิงกันได้มันและระห่ำที่สุด(ในบรรดาหนังที่เคยดู)
ทำให้ Shoot'em up ติดเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 9 นี้
"แล้วคุณจะรู้ว่า แครอทก็สามารถทำให้คนธรรมดาเป็นยอดมนุษย์ได้..."
___________________________________________________________
อันดับ 8 ) The Lord of the Rings : The Return of the King.
ภาพยนตร์ไตรภาคฟอร์มยักษ์ ที่เรียกว่าประสบความสำเร็จแทบจะในทุกภาค แต่ภาค 3 นี้แหละที่โดนใจผมมากที่สุด
อาจเป็นเพราะภาคที่แล้วๆ มีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างจะยืดไปซักหน่อย (โดยเฉพาะภาคแรก)
ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่สูงมาก กับการหยิบเอาวรรณกรรมที่มีคนอ่านมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกมาทำเป็นภาพยนตร์
แต่ Peter Jackson ก็ทำมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ภาคนี้ผมนับว่าเป็นภาคที่ค่อนข้างจะลงตัวมากๆ ทั้งเรื่องบทตัวละคร ,Effect ต่างๆ ,ดนตรีประกอบ ,ฉาก หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเล่นแสงเงา
รวมถึงการถ่ายทอดอารมณ์ตัวละครออกมาอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น มิตรภาพ ความรัก หรือการเสียสละ
ทำให้หนังเรื่องนี้ดูยิ่งใหญ่และอลังการ สมเป็น The Lord of the Rings จริงๆ
เป็นหนังไม่กี่เรื่องครับ ที่ปรบมือในโรงหลังดูจบ
ยิ่งฉากที่แซมแต่งงานที่ ร้องไห้กันเลยทีเดียว
"My friends.... You bow to no one."
___________________________________________________________
อันดับ 7 ) โครตรักเอ็งเลย
ดูช่วงแรกๆ แล้วเหมือนหนังผีมากๆ ครับ พอดูต่อไปถึงรู้ว่ามันไม่ใช่
เป็นหนังที่ถ้าดูครั้งแรก จะรู้สึกเลยว่า ช่วงต้นๆเรื่อง จะมีคำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ประมาณว่า ทำไมมันเป็นงี้วะ แล้วตรงนี้ทำไมเป็นอย่างงั้น?
แต่ปมทั้งหมดถูกคลี่คลายออกทั้งหมดในตอนจบ ประมาณว่า เราต้องร้อง อ๋อ !! กันเลยทีเดียว
ในสายตาผมหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้ดีมากๆ ดูแล้วไม่รู้สึกติดขัด
ที่สำคัญ โน้ต อุดม ยังคงความฮาในแบบของตัวเองไว้ในหนังด้วยครับ
ทั้งหมดทำให้ "โคตรรักเอ็งเลย" เข้ามาอยู่ในอันดับ 7 นั่นเอง
"อยู่ทน หรือ ทนอยู่"
___________________________________________________________
อันดับ 6 ) แสงศตวรรษ
หนังไทยที่ได้รับการวิจารณ์แรงมากๆ ว่าเป็นหนังที่ทำออกมาให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบบ้างล่ะ หรือทำให้บางสถาบันเสื่อมเสียบ้างล่ะ
แต่สำหรับผมแล้ว "แสงศตวรรษ" คือหนังที่สามารถหยิบยกมุมมองที่ต่างออกไปมานำเสนอแก่คนดูได้อย่างดีเยี่ยม
ปกติแล้ว หากกล่าวถึงคาแรคเตอร์ไหน หนังก็มักจะหยิบเอาจุดเด่นของคาแรคเตอร์นั้นๆ ออกมาแสดงแทบจะในทันทีครับ
แต่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะหยิบยกจุดที่เราอาจมองไม่เห็น หรือไม่สังเกต เรียกง่ายๆ ว่า นำอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมไทยออกมานำเสนอผ่านแผ่นฟิล์ม
เป็นสาเหตุที่ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกวิพากย์พิจารณ์ในแง่ลบมากมาย (ทั้งเรื่องฉากพระเล่นกีตาร์ หรือ หรือหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาล)
ทั้งๆ ที่ตัวหนังมันไม่ได้มีประเด็นอยู่แค่นั้นครับ
มีหนังหลายเรื่อง ที่นำเสนอมุมมองที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะเป็นแง่ลบมากๆ ด้วยซ้ำ โดยใช้ประเทศของตัวเองเป็น background ในการดำเนินเรื่อง
แต่หนังเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการมองในแง่ลบมากซักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ "แสงศตวรรษ"
อาจเป็นเพราะกรอบของแต่ละประเทศที่เรียกว่า "ประเพณี" นั้นไม่เหมือนกัน
แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ผมคิดว่า หนังที่ดี มันต้องไม่ใช่แค่หนังที่ซาบซึ้งกินใจ หรือมีฉากบู๊สุดมัน
แต่ต้องเป็นหนังที่สามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับคนดูได้ต่างหาก
สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ก่อนที่คุณจะวิจารณ์อะไรก็ตาม
ผมอยากให้คุณพยายามหาหนังเรื่องนี้มาดูให้ได้ก่อน (แม้ว่าอาจจะยากมาก)
หลังจากนั้นจะวิจารณ์อะไรก็ไม่สายครับ แต่อย่าวิจารณ์เพียงเพราะมีกระแส หรือได้ยินเขาว่ากันว่าอย่างนู้นอย่างนี้
ไม่แน่ คุณอาจเป็นคนนึงที่ชอบหนังเรื่องนี้เหมือนผมก็ได้
___________________________________________________________
อันดับ 5 ) The Shawshank Redemption
สุดยอดหนังชีวิต ที่ดูรอบแรกถึงกับอึ้งตอนจบ
ทั้งๆ ที่หนังไม่ได้มีเนื้อเรื่องอะไรอะไรมากมาย แต่ทำไมถึงสร้างความประทับใจให้กับเราได้มากขนาดนี้?
หนังเรื่องนี้นำเสนอแง่มุมที่เรียกได้ว่า ออกจะเรียบง่ายมาก เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่น
แต่มันก็เป็นแง่มุมที่เราไม่สามารถหาได้จากหนังเรื่องไหนเหมือนกัน
ผมว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะเหมาะกับคนที่ท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิตค่อนข้างมาก เพราะดูแล้วคงจะได้อะไรดีๆ ไปบ้างแน่ๆ
ชอบครับ หนังที่ดำเนินเรื่องเรียบๆ แต่เฉียบทุกฉาก มุมกล้องก็เนี้ยบ
และด้วยความเรียบของมันนี่แหละ ทำให้หนังเรื่องนี้มีพลังอย่างที่บอกไม่ถูก
ยิ่งตอนจะจบนะครับ สุดยอดมากทีเดียว
ขออนุญาติไม่ spoil อยากรู้หาอ่านกันดูกันเอาเองเน่อ ขืน spoil เดี๋ยวจะหมดสนุกซะก่อน
___________________________________________________________
อันดับ 4 ) The Godfather
ทีแรกเนี่ย คำว่า Godfather จะแปลความหมายได้ราวๆ ว่า พ่อทูนหัว หรืออะไรทำนองนั้น
แต่ด้วยอิทธิพลของหนังเรื่องนี้ ทำให้ความหมายของ Godfather เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย อะไรทำนองนี้เลยทีเดียวครับ
หนังรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นหนังที่สมบูรณ์แบบมากๆเรื่องหนึ่ง (และเชื่อว่าคงเป็นอันดับหนึ่งในใจหลายๆ คน ด้วย)
ที่เด่นที่สุดคงจะเป็น "เจ้าพ่อ" ในหนังเรื่องนี้ ที่สร้างออกมาได้ดูน่าเกรงขาม และมีอิทธิพลสุดๆ (และยังเลือดเย็นมากๆ อีกด้วย)
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เขาก็ยังมีความรู้สึก ความรัก เฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป
ซึ่งบุคลิกที่ว่ามานี้ค่อนข้างที่จะตรงข้ามกับคำว่า "เจ้าพ่อ" ในเมืองไทยค่อนข้างมากครับ ที่จะต้องไล่เตะลูกน้องบ้าง หรือเอาแต่สั่งการบ้างอะไรบ้าง
เป็นคำๆ เดียวกัน แต่ดูห่างไกลกันเหลือเกินครับ
ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ แม้จะไม่ใช่หนังบู๊ล้างผลาญ ยิงกันเลือดสาด หรือแม้ว่าหนังเรื่องนี้ จะมีตัวละครมากมายก่ายกอง (แถมชื่อก็จำยาก)
แต่ทุกๆ ฉาก ทุกๆ ตอน สามารถถ่ายทอดความรู้สึกกดดัน และความลึกล้ำของหนังออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าตลอดสามชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ ไม่มีเวลาไหนจะละสายตาจากจอได้เลย
ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ยังถ่ายทอดความมืดดำในจิตใจมนุษย์ ที่เข่นฆ่ากันเองเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ ไม่เว้นกระทั่งเพื่อนที่กอดคอกันมา ก็ยังต้องฆ่าเพราะหักหลังกัน
แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่า เชิดชูมาเฟียให้เป็นพระเอก
แต่ผมว่า นั่นมันเป็นเพียงจุดเล็กๆ ถ้าเทียบกับอะไรมากมายที่เราได้รับจาก "Godfather"
"...เราเพียงแต่หวังว่าซักวันเราจะเป็นคนที่ควบคุมทุกสิ่ง แต่เวลาไม่รอแล้ว ไมเคิล..."
___________________________________________________________
อันดับ 3 ) รักแห่งสยาม
หลายๆคนอาจจะมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์ แต่สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้คือหนังดราม่าที่สามารถถ่ายทอดทุกๆ อารมณ์และมุมมองของความรักออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ยิ่งได้สุดยอดดาราอย่าง "นก สินจัย" มาร่วมแสดงด้วยแล้ว ทำให้หนังเรื่องนี้สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้มากมายเลยทีเดียว
ในหลายๆ ฉากของหนังเรื่องนี้ แฝงเนื้อหาที่ลึกซึ้งไว้มากมาย จนในบางทีคนแต่มัวกับการ focus แต่ว่า สุดท้ายจะเป็นยังไง จะพลาดจุดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
(อย่างฉากที่แม่ของโต้งให้โต้งเลือกตุ้กตา ผมดูไปสี่รอบเพิ่งจะรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร)
ความรักที่ถูกนำเสนอออกมา ไม่ใช่เพียงแค่ความรักระหว่างแฟนเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงความรักระหว่างเพื่อน ความรักระหว่างครอบครัว (ขอพูดอีกรอบ โดยส่วนตัวชอบ นก สินจัย มากๆ ครับ เล่นได้ดีมากๆ)
คนหนึ่งคน สามารถที่จะมอบความรักให้กับคนอื่นได้อย่างมากมายจริงๆ
เสียอย่างเดียวครับ หนังเรื่องนี้ทำโฆษณาออกมาไม่ตรงกับเนื้อหาในเรื่องอย่างรุนแรง
มีคนจำนวนมากเลยที่คาดว่าจะได้ดูหนังแบบนึง แล้วดันได้ดูหนังอีกแบบนึง
ทำให้ feedback ของหนังเรื่องนี้ช่วงแรกๆ เลยค่อนข้างแย่พอสมควร
(จริงๆ ตอนแรกที่ดูโฆษณา ผมก็คิดว่าหนังเรื่องนี้จะให้ feel คล้ายๆ ปิดเทอมใหญ่ฯ หรือ Season Change นะครับ แต่พอดูจริงๆแล้ว คนละเรื่องเลย)
แต่ด้วยเนื้อหา และหลายๆ แง่มุมของความรัก ที่ผมได้รับจากหนังเรื่องนี้ ทำให้ "รักแห่งสยาม" คว้าอันดับ 3 ของผมไปครองอย่างไม่ยากเย็น
"ความรัก อาจจะทำให้เราทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แต่มันก็ยังดีกว่า การที่เราไม่เคยได้ทำอะไรเพื่อความรักเลย.... ไม่ใช่เหรอ"
___________________________________________________________
อันดับ 2 ) Be With You
แม้ว่าชีวิตจะเหลือเวลาน้อยเท่าไร ก็จะขอเลือกเดินตามทางที่หัวใจพาไป....
"Be With You" สอนผมเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
คิดว่าหลายๆ คน คงจะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ เพราะไม่ได้มีกระแสเปรี้ยงปร้างเหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆ
หนังเรื่องนี้กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เดินทางข้ามเวลามาพบกับลูกและสามีในอนาคตของเธอ
อนาคต..... ที่เจอได้ตายจากพวกเขาทั้งสองไปแล้ว
เธอความจำเสื่อม แต่สามีของเธอก็พยายามดูแลเธอ และยังคงมอบความรักให้กับเธอ
ในโลกแห่งอนาคต เธอก็ตกหลุมรักสามีของเธอ ตกหลุมรักลูกของเธอ
เธอได้ค้นพบว่า ตัวเธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง
แต่ก็เป็นผู้หญิงที่มีความสุขอย่างเหลือล้น
จนวันหนึ่ง เธอได้รู้ว่า ตัวเธอในตอนนั้น จากไปแล้วด้วยโรคร้าย
บางที ถ้าเธอกลับไปในโลกปัจจุบัน แล้วเลือกที่จะไม่แต่งงานกับผู้ชายคนนี้ เธอก็อาจจะไม่ต้องตาย
เมื่อเธอกลับมา เธอยังเลือกที่จะแต่งงานกับเขา เลือกที่จะให้กำเนิดลูกที่เธอรัก
แม้เธอรู้ว่าตัวเองจะต้องตาย หากเลือกเดินในเส้นทางนี้.....
ตราบใดที่ยังมีเวลา เราก็ยังสามารถที่จะมอบความรักให้คนอื่นได้เรื่อยไป
แม้ว่าในบางครั้ง เวลานั้นอาจจะเหลือน้อยเต็มที
แต่ "เวลา" นั้น มันก็ยังไม่หมดลงไม่ใช่เหรอ
สารภาพครับว่า ทุกครั้งที่ดูหนังเรื่องนี้ ยังร้องไห้อยู่เลย และอยากให้ฤดูฝนมาเยือนบ่อยๆ
เป็นหนังที่ทำให้เราจะจะอยู่เคียงข้างใครไปจนชั่วชีวิต.. จริงๆ
หนังมันโดนครับ และด้วยความที่มันโดนมากๆ นี่เอง "Be With You" เลยคว้าอันดับ 2 ไปครอง
อยากให้ทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้บ้างจังเลยครับ
"แม้ว่าวันพรุ่งนี้เราอาจจะต้องตายจากกัน แต่ความรักของเรานั้นจะยังคงอยู่ไปตราบนานเท่านาน"
___________________________________________________________
อันดับ 1 ) Armageddon
สุดยอดหนังในหลายๆ ความหมาย ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนเคยได้ดูหนังเรื่องนี้
เป็นหนังที่สามารถคลี่คลายปมของความรักในตอนจบได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดที่ผมเคยดูมา
การผูกเรื่องของหนังเรื่องนี้ ในสายตาผมก็เยี่ยมยอดมากๆ เหมือนกัน ทั้งเรื่องอุกกาบาต ทั้งความรักระหว่างพ่อกับลูก ทั้งการเสียสละของพ่อ
"Armageddon" ทำให้ผมได้รู้ว่า การได้ทำให้ลูกมีความสุข มันคือความภูมิใจของคนเป็นพ่อครับ
ที่สำคัญ เพลงประกอบก็เพราะมากๆ ด้วย ทุกครั้งที่มันดังขึ้นมาตอนดูหนังเรื่องนี้ น้ำตาแทบจะไหลออกมาทันทีเลยครับ
ไม่รู้จะบรรยายอะไรต่อครับ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด !!
เป็นหนังที่ทุกคนควรจะได้ดู จริงๆ นะ
ทุกวันนี้ดูหนังเรื่องนี้ประมาณเดือนละครั้งครับ
ไม่ว่าหยิบมาดูเมื่อไหร่ ก็ซึ้งได้เสมอ
ด้วยเหตุนี้เอง "Armageddon" เลยขึ้นมาอยู่ ณ อันดับที่ 1 นี้ครับ
จบแล้วครับ แหะๆ กับ 10 ภาพยนตร์ในดวงใจผม
แล้วของคุณล่ะ?
ปล. ขอบคุณพี่ไอกิมากๆ สำหรับของขวัญส่งตรงจากญี่ปุ่นนะครับ ชอบมากๆ เลย
ปล2. อยากไปเที่ยวปายมากๆ ครับ แหะๆ

เหตุผล คือ เสียงดังมากก
แต่ที่เหลือชอบหมดเลย
#1 By tiew@fine on 2008-06-11 21:29