โจทย์มีอยู่ว่า

 Monte Hall เป็นเกมทีวีชื่อดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งหลังจากผู้เข้าแข่งฝ่าด่านหฤโหดมาได้แล้ว ต่อไปก็จะเป็นรอบโบนัส
พิธีกร: "เอาละครับ ข้างหน้านี้มีประตูสามบาน หนึ่งในนั้นมีรถยนต์สุดหรูรอคุณอยู่ ส่วนอีกสองบานมีค่ารถกลับบ้าน 20 บาทรออยู่ข้างในครับ คุณจะเลือกบานไหนดีครับ"
ผู้เข้าแข่ง: "ขอบานแรกครับ"
พิธีกร: "คุณแน่ใจเหรอครับ เอาอย่างนี้ ผมจะเปิดให้คุณดูบานนึง"
พิธีกรเดินไปเปิดบานที่สอง มีตังค์ 20 บาทอยู่
พิธีกร: "คุณจะเปลี่ยนใจไหมครับ?"
 
คุณจะเปลี่ยนใจไหมครับ?

 

ข้างล่างนี่เป็นแนวคิดของผม อย่าเลื่อนลงไป จนกว่าจะลองคิดเองแล้วนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลองคิดเองรึยัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ้ะ! บอกให้คิดเองก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะ ถึงแล้วครับ = =

แนวคิดของผม คือเราควรจะเปลี่ยนประตูครับ ทำไมน่ะเหรอ?

ลองคิดดูนะครับ มีประตูอยู่สามบาน สองบานเป็นประตูที่ผิด อีกบานนึงถูก หมายความว่าการเลือกครั้งแรกของเรามีโอกาสเลือกประตูที่ผิดถึง 66.666% ด้วยกัน พอเราเลือกแล้ว พิธีกระตัดบานที่ผิดออกไปแน่ๆ 1 บาน เพราะฉะนั้นบานที่เหลือจะมีโอกาสเป็นบานที่ถูก 66.6666% เช่นกัน เพราะงั้นเราควรจะเปลี่ยน

งงล่ะสิ เพื่อนผมเถียงว่า แล้วไม่ใช่ 50 50 เหรอ ในเมื่อเราต้องเลือกใหม่อยู่ดี ว่าจะเอาบานไหน

คืองี้ครับ ผมแยกคิดเป็นสองเคส คือ เราเปลี่ยนประตูแน่ๆ กับไม่เปลี่ยนแน่ๆ

กรณีเปลี่ยนแน่ๆ

สมมติประตูสามบานคือ A B C สมมติผมเลือก C แปลว่า C มีโอกาสเป็นบานถูก 33.3333% แปลว่าสองบานที่เหลือ มีโอกาสที่จะมีบานที่ถูกอยู่ในนั้น 66.6666%  อันนี้เข้าใจนะครับ

พิธีกรจะตัดบานที่ผิดออกแน่ๆ และต้องไม่ใช่บานที่เราเลือก แปลว่าตอนนี้ 1 ในสองบานนั้นถูกตัดออกไปบานนึง เพราะฉะนั้นโอกาสที่บานที่เหลือจะเป็นบานที่ถูกคือ 66.6666% จึงควรจะเปลี่ยนประตู

ในอีกกรณ๊ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแน่ๆ โอกาสที่บานที่เราเลือกแต่แรกจะถูกก็จะเท่ากับ 33.3333% เท่าเดิม

สังเกตดีๆ นะครับ คือผมไม่ได้เอาความน่าจะเป็นจากการเลือกครั้งที่สองหลังพิธีกรเปิดให้ดูบานนึงเข้ามาคิด เพราะกำหนดไว้แต่แรกแล้วว่า จะเปลี่ยนแน่ๆ หรือ จะไม่เปลี่ยนแน่ๆ

ผมยังไม่แน่ใจว่าวิธีนี้ถูกหรือเปล่านะครับ แต่เพื่อนผมก็ยังยืนยัน 50 50 เท่าเดิม โลกแตกมากครับตอนนี้

ปล ช่วยคิดหน่อยครับ

ปล2 เปลี่ยนธีมบล็อกอีกแล้วครับ ถ้าใครใช้อะไรเปิดแล้วการแสดงผลมีปัญหา ช่วยบอกไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

ปล3 ครั้งหน้าจะอัพเรื่องทำ cg ละครับ จะได้เข้ากับ title หน่อย = =

เป็นสโลแกนที่เราทุกคนได้ยินกันจนติดหูครับ แน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้น วันนี้ก็เลยไปซื้อของขวัญให้คุณแม่ครับ

ปกติรู้ครับว่า คุณแม่ไม่ชอบให้ซื้ออะไรให้ เพราะมีเงินมันก็ซื้อให้เมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนมากเลยทำของแฮนเมดใหhคุณแม่มากกว่า

แต่ปีนี้ไม่ทันจริงๆ ครับ ที่ไม่ทันไม่ใช่งานเยอะ แต่เพิ่งรู้ว่าจะถึงวันแม่แล้วตอนเปิิดดูบ้านนี้มีรักเมื่อวาน เพราะเป็นตอนเกี่ยวกับวันแม่ (ขายหน้าจริงๆ)

คิดได้อย่างนั้น วันนี้พอเรียนเสร็จก็รีบบึ่งไปเดอะมอลล์เลยครับ ห้างเปิดพอดี เดินหาอยู่นานว่าจะซื้ออะไร นึกขึ้นได้ว่าคุณแม่บ่นว่าอยากได้นาฬิกา เลยซื้อนาฬิกาติดผนังให้เรือนนึง สีเขียวครับ น่ารักดี 229 บาท ดอกมะลิอีก 15 บาท โอเค อยู่ในวงเงินที่พอรับได้ เดินไปกดเงินมา 400 ครับ เผื่อค่าห่อด้วย กะว่าไม่เกินแน่ๆ

ซื้อเสร็จก็เดินไปห่อครับ เลือกกระดาษ เลือกริบบิ้น ริบบิ้นที่เลือกเป็นริบบิ้นผ้าบางๆ สวยดี แล้วก็ให้เค้าห่อเลยครับ เค้าก็ห่อให้เสร็จเรียบร้อย ผมก็เตรียมควักเงินออกมาจ่าย

"234 บาทค่ะ"

"ห้ะ เท่าไหร่นะครับ?" ผมถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

"234 บาทค่ะ" คำตอบเดิม ตัวเลขเท่าเดิม

ช็อคครับ ช็อคกว่าเดินชนบาบีก้อนอีก เหมือนถูกรถไฟทั้งขบวนชนใส่ เฮ้ย!? เดี๋ยวนี้ค่าห่อของขวัญมันแพงขนาดนี้เลยเหรอ? (แพงกว่าของข้างในอีก) ผมที่ควักแบงค์ร้อยขึ้นมาก็ฝืนยิ้มครับ บอกเค้าว่างั้นขอไปกดตังค์ก่อน เค้าก็บอกว่าได้ค่ะ แล้วก็ยิ้มให้

เฮ้อ หน้าแตกเลยเรา หรือเพราะว่าผมไม่ได้มาห่อของขวัญนานแล้วนะ? (นานจนจำไม่ได้ว่าห่อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่)

ตอนนี้กล่องของขวัญแสนแพงวางอยู่ข้างๆผมครับ รอเวลาที่มันจะไปอยู่ในมือคุณแม่พรุ่งนี้เช้า

ผมเคยถามเพื่อนผมหลายๆคนนะครับ ว่าวันแม่ทำอะไรให้แม่บ้าง แน่นอนว่าหลายคน คำตอบมันก็ไม่เหมือนกัน

ต่อไปนี้เป็นการสนทนาสี่คนนะครับ เพื่อนสามคน กับผมหนึ่งคน (แน่นอน ถ้ามีผม 2 คนสิแปลก)

A : "วันแม่เหรอ กอดแม่ไง กอดทุกปีแหละ"

B : "ไม่เบสิคไปเหรอยะ ชั้นเนี่ยกอดทุกวันก่อนออกมาจากบ้าน วันแม่ก็ต้องทำอะไรพิเศษๆสิ"

ผม : "งั้นไอ้พิเศษที่ว่ามันอะไรล่ะ"

B : "ชั้นพาแม่ไปดูหนัง"

C : "แล้วมันพิเศษตรงไหนวะ บ้านแกไม่มีทีวีรึไงถึงพาแม่ไปดูหนัง"

B : "ต่างย่ะ ชั้นหมายถึงโรงหนัง แล้วแกล่ะ ทำอะไรมั่ง"

C : "กูเหรอ... อืม ก็ล้างเท้าแล้วก็กราบแม่อ่ะ"

A : "ตายละ ปกติแม่แกไม่เคยล้างเท้าเหรอวะ"

C : "ไอ้ xxxxx นิ"

A : "กูล้อเล่น ฮ่าๆๆ"

B : "แล้วอั้มอ่ะ ทำอะไร"

ผม : "อืม.. ปีที่แล้วทำขนมให้ ปีนี้ยังไม่ได้คิด สงสัยต้องซื้อของให้มั้งเนี่ย"

แน่นอนครับ คนเราเติบโตมาไม่เหมือนกัน คิดต่างกัน ใช้ชีวิตต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะบอกรักคุณแม่ด้วยวิธีต่างกัน

บางคนบอกรักคุณแม่ทุกวัน บางคนนานๆ บอกที หรือบางคนแทบจะไม่เคยเลย

แต่ผมเชื่อว่าคุณแม่ทุกๆท่านทราบครับ ว่าเรารักท่านมากแค่ไหน ถึงเราจะไม่เคยบอกท่านเลย ก็แน่ล่ะ ท่านเป็นคนเลี้ยงเรามานี่นา ย่อมรู้จักเราดีกว่าใคร ขอเพียงเราทำอะไรให้ท่านได้รู้สึกดี แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว จริงๆ นะครับ

แต่จะให้ดีก็ทำทุกวันๆ เลย คงจะดีที่สุด (ซึ่งผมก็ยังทำไม่ค่อยได้ ฮ่าๆ)

สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนไปครับ อะไรหลายๆ อย่าง ดึงเราออกจะครอบครัวมากขึ้น ทั้งการเรียนพิเศษ กิจกรรม งาน หรืออะไรก็แล้วแต่ๆ มันทำให้เราได้ทำอะไรเพื่อคนในครอบครัวน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งผมและก็คุณแม่คิดเหมือนกัน แต่ท่านก็ไม่ได้ห้ามอะไร แต่กลับส่งเสริมผมในเรื่องพวกนี้ซะอีก เป็นสาเหตให้เดี๋ยวนี้ผมต้องกอดคุณแม่ทุกครั้งที่เจอ จนโดนว่าว่า ทำเป็นลูกแหง่ไปได้ โตป่านนี้

ลูกแหง่ก็ลูกแหง่สิครับ กอดคุณแม่น่ะ อุ่นกว่ากอดตัวเองตั้งเยอะ

และมันก็คงเป็นอะไรง่ายๆ ที่จะทำให้ท่านรู้สึกดีทุกครั้งที่เราพบหน้ากัน

อีกไม่กี่ชั่วโมงจะวันแม่แล้วนะครับ แล้วคุณล่ะ ทำอะไรเพื่อแม่กันหรือยัง?

ปล เมื่อเช้าถ้าพี่นัทโทรมาเร็วกว่านี้ซัก 10 นาที จะกลับไปหยิบแฮนดี้ไดรฟ์ที่บ้านเลยครับ (ตอนที่รับสายคือเพิ่งจะก้าวขาลงจากรถ)

ปล2 เซ็งตารางเรียนวันนี้มากครับ เรียน 10 โมง เลิก 11 โมง (แต่ปกติผมเข้าไปเช็คชื่อตอน 10.30 แล้วก็นอนถึง 11 โมง กลับบ้าน) จะให้ว่างไปเลยก็ไม่ได้นะ

 

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวานครับ พอดีมีธุระกับตั้ม คือต้องไปเอาของจากตั้มนิดหน่อย เลยต้องไปแถวๆ บ้านตั้ม

ก่อนหน้านั้นคุย msn กันอย่างดีเลยครับว่าจะไปยังไง ตอนแรกตั้มบอกขึ้น BTS จากหมอชิตมาลงอ่อนนุช แล้วต่อรถเอา ผมเลยถามไปว่า บ้านอยู่แถวไหนล่ะ ตั้มก็บอกว่าสำโรง

อ้ะ สำโรง รถเมล์ 545 ผ่านนี่หว่า แถมสายนี้ผ่านหน้าบ้านเรากับหน้า ม.เกษตร ด้วย แจ่มเลยครับ แวะไปอ่านหนังสือที่ ม. ก่อนค่อยไปก็ได้ เลยบอกไปว่าจะไปรถเมล์นะ

ตั้มตอบกลับมาว่า "มันนานนะ พี่อั้ม"

อืม.. มันก็คงนาน แต่ไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง ผมยังไม่ฟังครับ จะนั่งรถเมล์ให้ได้ เพราะมันถูก

ลืมนึกไปว่า BTS อ่อนนุช นี่มันสุดสายเลยนะนั่น... ถ้านั่งจากหมอชิตไปเนี่ย..........

เมื่อวานออกจากเกษตรราวๆ 5 โมงเย็นครับ ออกมาหน้า ม. ได้ขึ้นรถพอดีเลย แถมได้นั่งด้วย โชคดีอะไรอย่างนี้ ว่าแล้วก็ยัดหูฟังเปิดเพลงเลยครับ กะว่าจะนอนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง

รถที่ขึ้นเนี่ยเป็นรถเมล์ปรับอากาศ 545 สีเหลืองๆ ครับ รู้สึกว่าเป็นรถที่พึ่งจะอัพเกรดเข้ามาใหม่แทนรถปรับอากาศสีน้ำเงิน เวลานั่งรู้สึกว่าเบาะแข็งๆ ยังไงไม่รู้ครับ แบบเก่านั่งสบายกว่า แต่ก็เอาเถอะ ได้นั่งก็ดีแล้ว เวลาแบบเย็นๆ ช่วงเลิกงานแบบนี้

กระเป๋าเดินมาเก็บตั๋วตามปกติครับ มารยาทดีด้วย เลยบอกไปว่าไปซอยแบร์ริ่ง ค่าโดยสาร 21 บาทครับ แพงเหมือนกันนะ แล้วก็บอกกระเป๋ารถเมล์ไปด้วยครับว่า ถึงป้ายแล้วให้บอกด้วย

"ได้ค่ะ ถ้าไม่ลืมนะคะ"

"มันไกลขนาดลืมเลยเหรอครับ" อันนี้ผมถามแบบจริงใจนะ ไม่ได้กวนส้นกระเป๋า

"กว่าจะถึงราวๆ สามสี่ทุ่มมั้งคะ ประมาณนั้นแหละ"

ผมหัวเราะตอบครับ นึกว่าเค้าคงพูดเล่น รถเมล์อะไรวิ่งรอบเดียวเป็นสี่ห้าชั่วโมง ว่าแล้วก็งีบหลับไปเลยครับ

ตื่นมาอีกทีฟ้ามืดหมดแล้วครับ หยิบมือถือออกมาดู โอ้ .. บร้ะเจ้า หนึ่งทุ่มครึ่ง นี่เลยป้ายมารึยังเนี่ย ผมลุกลี้ลุกลนหันมองหากระเป๋ารถเมล์ ที่ไหนได้ กระเป๋ารถเมล์คนเก่งนั่งอยู่ข้างผมนี่เอง ผมหันมองรอบๆ ตัว รถค่อนข้างจะโล่งแล้ว สงสัยใกล้จะสุดสายแล้วมั้ง

"เอ่อ เลยป้ายซอยแบร์ริ่งหรือยังครับเนี่ย พอดีผมเผลอหลับไป" ผมหันไปถามกระเป๋า

"ยังหรอกค่ะ อีกไกล นี่ยังไม่พ้นลาดพร้าวเลย แต่กำลังจะหลุดแล้วมั้งคะเนี่ย"

"เอ้อ จะพ้นลาดพร้่าวแล้ว ไฟแดงหน้าเนี่ย" คนขับพูดย้อนหลังมา ลืมบอกครับว่าผมนั่งหน้าสุดแถวหลังคนขับ

"หลับต่อก็ได้นะคะ อีกนาน" กระเป๋าหันมาพูดกับผมอีกรอบ

"ไม่เป็นไรครับ นอนพอแล้ว ฮ่าๆ" ผมพูดไปหัวเราะไป แล้วหยิบหนังสือที่จะสอบวันต่อมาขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา คิดว่าอ่านจบบทที่เหลือก็คงถึงพอดี

ที่ไหนได้ หมดเล่มแล้วครับ ผมหยิบมือถือมาดูเวลาอีกครั้ง สองทุ่มสิบห้า ชิท..... อีกไกลมั้ยเนี่ย รถก็ไม่ได้ติดอะไรมากมาย คือตอนนี้นั่งจนก้นชาแล้วครับ (แถวหน้าเวลานั่งมันต้องยกขาขึ้นนิดหน่อย แต่ให้ยกนานๆ แบบนี้มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน)

ผมหันไปถามกระเ๋ป๋าอีกครั้งครับว่าถึงรึยัง

"ราวๆ สามทุ่มแหละค่ะ วันเนี้ย นี่เร็วนะคะ ปกติถึงราวๆ สี่ทุ่ม"

จริงเหรอเนี่ย ไม่อยากเชื่อเลยครับ นั่งรถจากเกษตรไปสำโรงนานกว่านั่งจากกรุงเทพไปพัทยาอีก

ผมนั่งพิงหน้าต่าง ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี หนาวก็หนาว เลยหลับไปตอนไหนไม่รู้ครับ รู้สึกตัวอีกทีคือกระเป๋ามาสะกิด

"ป้ายหน้านี่แหละค่ะ" ผมหยิบมือถือขึ้นมาอีกรอบ สามทุ่ม.. ตรงเป้ะ

"ขอบคุณมากนะครับ" ผมหันไปขอบคุณกระเป๋าแล้วเตรียมลงจากรถ

"ไม่เป็นไรค่ะ" กระเป๋ารถเมล์ยิ้มตอบผม นี่แหละมั้ง ที่เค้าเรียกว่า ยิ้มสยาม รู้สึกดีกับน้ำใจที่คนเรามอบให้กัน แม้มันจะแค่ เล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

ผมเดินลงมาที่ป้ายรถเมล์ โทรหาตั้ม เอาของ และก็กลับ ใช้เวลา 15 นาทีเท่านั้น...

คุ้มมั้ยเนี่ย นั่งรถมา 4 ชม.รวด

"ผมบอกแล้วว่าช้า" ตั้มบอกผมอีกรอบ คราวนี้เชื่อแล้วครับ เชื่อสนิทใจเลย

ขากลับผมนั่ง BTS กลับเลยครับ จากบ้านตั้ม กลับมาหมอชิต และต่อรถมาที่นนทบุรี ชม. เดียวเท่านั้น จ่ายแพงกว่า 40 บาท.. เฮ้อ

 

 

คุ้ม...... มั้ง?

 

 

ปล ใครที่ว่างๆ จะลองนั่งรถเมล์เล่นก็ได้นะครับ เพลินดี แต่แนะนำให้นั่งรถแอร์ และเอาเสื้อกันหนาวไปด้วย

ปล2 ยังสอบไม่เสร็จครับ แต่อยากจะอัพ